หัวใจ 7 ประการก่อนเริ่มทำธุรกิจ

ก่อนจะเริ่มต้นเข้าสู่การทำธุรกิจ มีหัวใจสำคัญอะไรบ้างที่ควรคำนึงถึง เพื่อจะเริ่มทำธุรกิจไม่ผิดพลาด เรามีเทคนิคมาบอกคุณ

จะเริ่มธุรกิจทั้งที ก็ต้องทำให้ถูกไปเลย
ความฝันของคนเราในหลายคนๆ ล้วนแต่แตกต่างกันออกไป บางคนสามารถไล่ล่าตามหาความฝันของตนเองจนเจอ แต่อีกหลายคนยังคงดิ้นรนที่จะตามหาฝันให้ได้พบ ซึ่งเราเชื่อว่าอย่างหลังน่าจะมีเป็นจำนวนมากกว่าอย่างแรก และหนึ่งในความฝันที่มีผู้คนต้องการไขว่คว้ามากที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่เพิ่ง เรียนจบมาใหม่ๆนั่นคือ ความฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองซักอย่างหนึ่งนั่นเอง
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการมีธุรกิจเป็นของตนเองเป็นสิ่งที่ทุกคนพึง ประสงค์จะมี แต่การที่จะมีธุรกิจเป็นของตนเองที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเป็นเรื่องที่ยาก ยิ่งกว่า บางคนเมื่อเห็นอุปสรรคดังนี้แล้วก็มีความท้อแท้ ไม่กล้าที่จะฝันต่อ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่คิดเช่นนั้นกลับพยายามที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตนเอง ให้จนได้ ซึ่งการที่จะเริ่มธุรกิจได้นั้นมีปัจจัยต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานมากมายที่เราควรที่จะต้องทำการศึกษาและ เตรียมการเอาไว้ใช้ประกอบการเริ่มธุรกิจของคุณเองดังต่อไปนี้

1. คุณต้องเริ่มทำวิจัยตลาด

การวิจัยตลาดเป็นสิ่งที่ต้องทำที่สุด ห้ามข้ามไปเด็ดขาด
การวิจัยตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการริเริ่มดำเนินการทำธุรกิจ และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่จำเป็นต้องทำ เจ้าของธุรกิจมือใหม่เมื่อเห็นหัวข้อเรื่องการทำวิจัยก็มีความคิดที่จะเบือน หน้าหนีกันแล้ว เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีความจำเป็น เป็นเรื่องที่เข้าใจยากแถมยังเกี่ยวข้องกับตัวเลข สิ้นเปลืองงบประมาณ แถมยังไม่รู้อีกว่าต้องทำยังไง เลยมองข้ามในส่วนนี้ไป ซึ่งเราขอบอกเลยว่านั่นเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์อย่างที่สุด
เพราะการที่คุณจะสร้างสินค้าขึ้นมาเพื่อทำการขายออกไปยังผู้บริโภคนั้น คุณต้องทำความเข้าใจความต้องการของตลาดและผู้บริโภคด้วยว่ามีความต้องการมาก ขนาดไหน สินค้าของเราสามารถตอบสนองความต้องการของเค้าได้หรือไม่ กลุ่มเป้าหมายลูกค้าของคุณคือใคร มีอายุเท่าไหร่ มีคู่แข่งในตลาดหรือไม่ ถ้ามี มีอยู่กี่รายที่ทำสินค้าในลักษณะเดียวกับคุณ โอกาสทางการตลาดที่สินค้าของคุณจะมีส่วนแบ่งทางการตลาด รวมถึงจุดจำหน่ายสินค้าของคุณเองด้วย ว่าจะจำหน่ายที่ไหน มีความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรเมื่อเทียบกับสินค้าคู่แข่ง ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณจะต้องคิดและคำนึงถึงเป็นสำคัญหากคุณ อยากที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ การทำการวิจัยจะเป็นตัวช่วยในการตอบโจทย์ที่มีในใจคุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนำมาใช้ประโยชน์ในการเขียนแผน ธุรกิจของคุณได้อีกทางหนึ่งด้วย

2. สำรวจตรวจสอบสภาวะทางการเงินของคุณ

เงินเป็นปัจจัยที่สำคัญมากอีกสิ่งหนึ่ง เพราะเราทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่าคุณจะไม่สามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ถ้าหาก ขาดเงินทุน ดังนั้น ก่อนจะเริ่มธุรกิจคุณควรทำการสำรวจตรวจสอบ และกำหนดหลักเกณฑ์ถึงสิ่งต่างๆ ที่คุณมีความต้องการ เพื่อนำมาใช้ในการเริ่มทำธุรกิจ โดยถ้าคุณยังขาดแคลนเรื่องเงินลงทุนในการประกอบธุรกิจ คุณควรลองพิจารณาแหล่งเงินทุนที่ให้กู้จากสถาบันการเงินต่าง ๆ และริเริ่มลงมือเขียนแผนธุรกิจและทำการทดสอบแผนก่อนเพื่อให้เห็นถึงข้อดีและ ข้อเสีย ที่สำคัญคุณควรทำการวิจัยและตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เพื่อจะได้ทราบว่าธุรกิจของคุณต้องการใช้เงินมากหรือน้อยเป็นจำนวนเท่าไหร่ ก่อนจะทำการแก้ไขปรับปรุง และดำเนินการยื่นแผนธุรกิจเพื่อขอกู้เงินลงทุนในที่สุด

3. จ้างทนายความหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย

ซึ่งทนายความที่คุณต้องการมากที่สุดจะต้องเป็นทนายความที่มีประสบการณ์ มากพอสมควร และมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทนายความประเภทนี้จะมีส่วนเข้ามาช่วยคุณได้อย่างมากในการเริ่มต้น บุกเบิกทำธุรกิจ ซึ่งทนายความของคุณจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาต่างๆ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น การร่างสัญญาเช่าอาคารหรือสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งทนายความที่ดีจะรู้และเข้าใจถึงในสิ่งที่คุณพยายามจะทำ และจะเข้ามาช่วยสร้างโครงสร้างของธุรกิจที่มีประโยชน์กับตัวคุณ

4. จ้างนักบัญชีที่ดี

โดยนักบัญชีจะเข้ามาทำงานผสานและควบคู่กันกับทนายความหรือที่ปรึกษาทาง กฎหมายของคุณในการก่อตั้งบริษัท ซึ่งนักบัญชีจะเข้ามาช่วยจัดการทำบัญชี ดูแลรายรับ-รายจ่ายภายในบริษัท รวมถึงจดบันทึกการเบิกใช้เงิน หรือวัสดุ วัตถุดิบต่างๆ เพื่อใช้ตรวจสอบเวลาสิ้นปี และที่สำคัญอีกอย่างคือ นักบัญชีจะเข้ามามีส่วนช่วยในการวางแผนและคำนวณการเสียภาษีของบริษัทคุณ ดังนั้นนักบัญชีที่บริษัทคุณต้องการ ต้องเป็นนักบัญชีที่มีความรู้ในเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีด้วย

5. ออกแบบโครงสร้างธุรกิจ

คุณต้องทำการเลือกและออกแบบโครงสร้างทางธุรกิจของคุณว่าบริษัทของคุณจะมี ลักษณะโครงสร้างเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะมีคุณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่มีผู้ร่วมหุ้น หรือเป็นบริษัทนิติบุคคล ฯลฯ ซึ่งโครงสร้างที่ไม่เหมือนกันเหล่านี้จะมีข้อแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องความรับ ผิดชอบทางด้านภาษีและข้อบังคับทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภท ด้วย ซึ่งทนายความและนักบัญชีของคุณจะมีบทบาทอย่างมากในการช่วยให้คำปรึกษา เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของคุณ

6. การตั้งชื่อธุรกิจ


ตั้งชื่อบริษัทที่สื่อความหมายชัดเจน ไม่อ่านหรืออกเสียงยากเกินไป 
คุณควรเลือกที่จะตั้งชื่อบริษัทที่สามารถสื่อความหมายได้ชัดเจน ไม่ซับซ้อนหรือออกเสียงยากจนเกินไปนัก เพราะคุณควรมองการไกลว่าชื่อบริษัทของคุณในอนาคตอาจจะเป็นที่รู้จักไปทั่ว โลกก็เป็นได้ นอกจากนี้ชื่อบริษัทถ้าเป็นไปได้ควรจะสามารถสื่อความหมายได้อีกด้วยว่า บริษัททำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอะไร สามารถจดจำง่าย และเรียกกันติดปาก และสุดท้ายควรสามารถเขียนออกมาเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง เหมือนกัน เพราะชื่อบริษัทอาจจะนำไปใช้ในการสร้างเว็บไซต์โฮมเพจของทางบริษัทด้วย

7. ใบอนุญาต

ธุรกิจบางประเภทจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำการขอใบอนุญาตในการประกอบ กิจการจากทางการเสียก่อน มิเช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งคุณควรตรวจสอบดูให้แน่ชัดเสียก่อน เพราะในบางพื้นที่มีข้อบังคับที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันนอกจากใบอนุญาตของทางบริษัทและเจ้าของกิจการเองแล้ว ยังมีในส่วนของใบอนุญาตการทำงานของแรงงานต่างด้าวด้วย
ถ้าบริษัทไหนมีการจ้างแรงงานต่างด้าวควรที่จะพาแรงงานต่างด้าวดังกล่าวไป ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเรียบร้อยเสียก่อน เพื่อเป็นการป้องกันการทำผิดกฎหมายในภายหลัง
การเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องยากตามที่ทุกคนเข้าใจแต่ประการใด แต่คุณต้องทำการศึกษาเข้าใจพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ให้เข้าใจชัดเจนก่อนที่จะลงมือเริ่มธุรกิจ เพราะพื้นฐานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนกับเสาหลักของกิจการที่จะช่วย เป็นฐานรองรับน้ำหนักของการเติบโตของกิจการคุณเองในอนาคต ถ้าคุณศึกษาไม่ละเอียดมากพอ และมองข้ามสิ่งต่างๆเหล่านี้ไป แม้จะเป็นรายละเอียดแค่เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้กิจการของคุณถล่มล้มลงไม่เป็นท่าเพราะพื้นฐานที่ไม่แข็งแรงก็ เป็นได้



ที่มา : http://incquity.com/articles/startup/7-essentials-step-start

การแบ่งส่วนการตลาดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ

การแบ่งส่วนการตลาดคือเครื่องมือสำหรับการขาย สินค้าให้ประสบความสำเร็จ เพราะมันจะทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นมาควรที่จะขายให้กับใคร เป็นคนแรก

แบ่งตลาดให้ตรงตามเป้าหมาย
สินค้าที่ผลิตขึ้นมาทุกประเภทล้วนมีจุด ประสงค์หลักที่มุ่งตรงไปในทิศทางเดียวกันเสมอนั่นก็คือ การวางจำหน่ายขายสินค้าออกไปสู่มือผู้บริโภคให้ได้เป็นจำนวนมาก ซี่งนั่นถือหัวใจและหลักสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ยึดถือมาตั้งแต่อดีต แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นมาจะมีความเหมาะสมและสามารถขาย ให้กับคนทุกกลุ่มทุกวัยได้อย่างเสรี เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมันมีกฎควบคุมพื้นฐานในเรื่องของการแบ่งส่วน ผู้บริโภคในทางการตลาดเป็นตัวกำหนดกรอบอยู่อย่างกว้างๆ และด้วยความที่สินค้าไม่ได้ถูกสร้างมาให้เหมาะสมกับคนทุกประเภทจึงทำให้วิธี แบ่งส่วนผู้บริโภคในทางการตลาดเป็นหนึ่งในทฤษฏีที่น่าสนใจมากเพราะสามารถนำ เอาไปปฏิบัติได้จริงและธุรกิจเกือบจะทั้งหมดก็ใช้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในองค์ ประกอบของแผนแม่บทการสร้างและดำเนินแผนงานทางธุรกิจด้วยกันทั้งสิ้น
ผู้ประกอบการโดยเฉพาะหน้าใหม่ๆจึงสมควรที่จะต้องเรียนรู้และศึกษาเป็น อย่างมาก เพราะทฤษฎีนี้จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถรับรู้ได้ว่าสินค้าที่ท่านผลิตออกมา สมควรที่จะขายให้กับใคร ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักแบบกว้างๆของวิธีแบ่งส่วนการตลาดมีดัง ต่อไปนี้

เพศ

เพศถือเป็นตัวกำหนดวิธีแบ่งส่วนการตลาดที่มีค่าความถี่ที่กว้างแต่ก็ สำคัญมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ธุรกิจที่ผลิตสินค้าและบริการมักจะใช้วิธีการแบ่งส่วนการตลาดใน ข้อนี้นำไปใช้กับธุรกิจของตนเองมากที่สุด เหตุผลก็มีที่มาจากความชัดเจนและวิธีการแบ่งส่วนของมันที่ค่อนข้างจะง่ายและ ไม่ได้มีรายละเอียดอะไรที่ซับซ้อนหรือเข้าใจยากมากมายนักเมื่อเปรียบเทียบ กันกับวิธีการอื่นๆ เพราะมีข้อกำหนดที่ตายตัว จึงจะเห็นได้ว่าสินค้าเป็นจำนวนมากมักจะถูกสร้างมาเพื่อเป้าหมายทางการตลาด ที่ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเฉพาะไม่ว่าจะเป็นสำหรับผู้หญิง สำหรับผู้ชาย หรือให้สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้ง 2 เพศ ซึ่งผู้ประกอบการจะสามารถพบเห็นวิธีการแบ่งส่วนการตลาดด้วยวิธีนี้ที่ชัดเจน มากที่สุดในสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์ ครีมล้างหน้า หรืออะไรก็ตามที่มีคุณสมบัติสำหรับผู้ใช้เฉพาะเป็นบางเพศ ซึ่งการแบ่งส่วนการตลาดด้วยวิธีนี้จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างสินค้าได้ ออกมาตรงกับความต้องการของกลุ่มตลาดเป้าหมายมากที่สุดอีกทั้งยังง่ายต่อการ ทำตลาดในอนาคตอีกด้วย

อายุ

เรื่องของอายุก็เป็นประเด็นหัวข้อสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ถูกนำมาใช้เป็น เกณฑ์เพื่อแบ่งส่วนการตลาดให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เพราะในแต่ละช่วงวัยของอายุมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างจะแตกต่าง กันพอสมควร เช่น เด็กในวัยประมาณ 14-15 ปี กับ ผู้ใหญ่อายุประมาณ 40 ปี ต่างชอบอมลูกอมด้วยกันทั้งคู่แต่เด็กจะชอบลูกอมที่มีสีสันพร้อมทั้งรสชาติ ที่มีความหวานมากกว่า ในขณะที่ผู้ใหญ่ไม่ใส่ใจในเรื่องของสีสันแต่เน้นในเรื่องของสรรพคุณความชุ่ม คอและการบรรเทาอาการเจ็บคอ จึงเห็นว่าเรื่องของอายุมีส่วนสำคัญต่อการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคมาก ผู้ประกอบจึงควรนำปัจจัยในเรื่องของอายุมาเป็นหนึ่งในหัวข้อและประเด็นหลัก ของวิธีการแบ่งส่วนการตลาดด้วย เพื่อจะได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ออกมาตรงกับกลุ่มอายุของผู้บริโภคมากที่สุด

การศึกษา

การศึกษาคืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เพราะสามารถสังเกตได้จากถ้าผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่างๆมีคุณสมบัติที่คล้ายคลึง กันมากผู้บริโภคที่มีการศึกษาในระดับที่สูงกว่ามักจะใช้เวลาในการตัดสินใจ เลือกซื้อที่นานกว่าผู้บริโภคที่มีระดับการศึกษาในระดับปานกลางจนถึงระดับ ค่อนข้างน้อย เนื่องมาจากผู้บริโภคที่มีการศึกษาในระดับที่สูงจะมีกระบวนการคิดและเปรียบ เทียบในเรื่องของคุณสมบัติต่างๆของแต่ละผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก ซื้อผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเห็นว่ามันดีที่สุดและสามารถตอบสนองความต้องการของ พวกเขาได้ในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นการแบ่งส่วนการตลาดของผู้บริโภคด้วยการพิจารณาจากการศึกษาจึงเป็นอีก หนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับ ระดับการศึกษาของผู้บริโภคและยังสามารถบริหารจัดการรูปแบบการทำธุรกิจที่มี ประสิทธิภาพให้กับตัวผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย

รายได้

ถึงแม้ว่าคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการจะดีกว่าคู่แข่งขันทุกเจ้าใน ตลาดจริง แต่มันก็อาจจะขายไม่ได้หากผู้ประกอบการตั้งราคาที่สูงจนเกินไปและไม่เหมาะสม กับรายได้ของผู้บริโภค เพราะต้องเข้าใจว่าในแง่มุมของผู้บริโภคการที่จะตัดสินซื้อหรือเลือกที่จะ ปฏิเสธสินค้าอะไรซักอย่างหนึ่งเรื่องของกำลังซื้อหรือเงินในกระเป๋ามีส่วน สำคัญต่อการตัดสินใจของพวกเขามาก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้หากผู้ประกอบการจะผลิตสินค้าอะไรสักชิ้นเพื่อนำมาขายสู่ ผู้บริโภคก็สมควรที่จะต้องพิจารณาคำนึงถึงรายได้ของผู้บริโภคมาเป็นส่วน หนึ่งในการตัดสินใจวางแผนให้กับธุรกิจของท่านด้วย ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ทรูวิชั่นมีแพ็คเกจการเลือกชมเพียงแค่ 2 แบบเท่านั้น คือ โกลด์ และ แพลตทินั่ม ซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างสูงทำให้มีสมาชิกที่ไม่ค่อยจะสูงนัก แต่เนื่องจากคำนึงถึงความแตกต่างในรายได้ของผู้บริโภคที่มีความสูงสุดและต่ำ สุดค่อนข้างมาก ทางทรูวิชั่นจึงได้ออกแพ็คเกจที่เป็นทางเลือกสำหรับผู้มีรายได้ค่อนข้างน้อย ออกมา เช่น ซิลเวอร์แพ็คเกจ และ ทรูโนเลจ แพ็คเกจ เป็นต้น จึงทำให้มียอดสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในที่สุด อันมีผลมาจากการสร้างการแบ่งส่วนการตลาดที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงเรื่องรายได้ ของผู้บริโภคมาเป็นเกณฑ์สำคัญนั่นเอง

สภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม

การจัดกลุ่มผู้บริโภคเพื่อแบ่งส่วนการตลาดให้มีความชัดเจนมากขึ้นโดยใช้ เกณฑ์ในเรื่องของสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นตัวชี้วัด สำหรับประเทศไทยถือว่าค่อนข้างที่จะใช้กันน้อยมากเมื่อเทียบกับในต่างประเทศ สาเหตุหลักๆก็มาจากสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยในแต่ละภาคมีความแตกต่าง กันค่อนข้างจะน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญเลย โดยหลักเกณฑ์ใหญ่ๆที่ผู้ประกอบการจะต้องใช้ในการพิจารณาก็คือวิถีชีวิตและ วัฒนธรรมประเพณีเฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่รวมถึงข้อบังคับในเรื่องของศาสนาด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุกร ก็ไม่ควรส่งไปขายยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้ของประเทศไทย เพราะประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบนั้นล้วนนับถือศาสนาอิสลามแทบทั้งสิ้น ผู้ประกอบการจึงควรต้องคำนึงถึงสถาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมเอาไว้ให้มากๆใน การแบ่งส่วนการตลาดที่ดีด้วย โดยเฉพาะกับธุรกิจส่งออกเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอันดันแรกเลย ทีเดียว

ไลฟ์สไตล์

ปัจจุบันความก้าวหน้าของสังคมมีส่วนสำคัญที่เป็นพลังผลักดันให้การดำเนิน ชีวิตของผู้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนก่อกำเนิดเป็นไลฟ์สไตล์เฉพาะของ แต่ละคนขึ้น ซึ่งไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวที่เกิดขึ้นนี้สามารถนำมาใช้เป็นการแบ่งส่วนการตลาด ได้ดีมากวิธีหนึ่ง โดยผู้ประกอบการต้องหมั่นสังเกตและศึกษางานวิจัยรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้ คนกลุ่มต่างๆในสังคมอยู่เสมอๆ เพื่อจัดกลุ่มและแยกออกมาเป็นพวกๆ จากนั้นจึงสร้างรูปแบบของสินค้าและแผนงานการตลาดที่ดีที่สุดให้กับกลุ่ม ลูกค้าแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือได้ศึกษาถึงรูปแบบการใช้โทรศัพท์มือถือของ วัยรุ่นและพบว่าวัยรุ่นที่มีอายุเท่ากันแต่มีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ ที่แตกต่างกันออกไปอันเกิดจากไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน คือ บางคนชอบคุยโทรศัพท์นานมาก บางคนใช้โทรศัพท์เพื่อคุยและติดต่อธุระที่จำเป็นเท่านั้นโดยมีระยะเวลาไม่ เกิน 1 นาที ในขณะที่บางคนใช้โทรศัพท์เพื่อยิงให้คนอื่นโทรกลับแต่เพียงอย่างเดียว จึงออกตัวแพ็กเกจที่เข้าถึงและเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นผู้ บริโภคที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้ผู้บริโภคพอใจและมีส่วนช่วยให้มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์ของค่ายดัง กล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

การจ้างบริษัททำบัญชี กับธุรกิจที่เริ่มต้น

การจ้างบริษัทรับทำบัญชีมีค่าใช้จ่ายในการดำเนิน งานที่ค่อนข้างสูง บริษัทที่เพิ่งจะก่อตั้งใหม่จึงควรมีหลักเกณฑ์พิจารณาที่ดีในการจัดจ้าง เพื่อความคุ้มค่าสูงสุดในเม็ดเงินที่จ่ายลงไป
ถ้าทำบัญชีเองได้ก็อาจจะไม่ต้องจ้าง
การทำบัญชีดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ ที่ดูจะขาดเสียไม่ได้ในการประกอบธุรกิจ เพราะการทำบัญชีจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับทราบถึงรายรับและรายจ่ายภายใน กิจการของตนเองทั้งหมด ซึ่งข้อมูลที่ได้มาในส่วนดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของผู้ประกอบการ ในการควบคุมการดำเนินงานของทางบริษัท รู้ว่าจะต้องเพิ่มเงินลงไปในส่วนไหน ตัดทอนในส่วนอะไร มีกำไรมากน้อยขนาดไหนในแต่ละเดือน ซึ่งสามารถทำให้กำหนดแผนงานที่เหมาะสมให้กับธุรกิจของตนเองได้ในที่สุด บัญชีจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องทำ แต่ก็มีข้อสงสัยซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาตามมาในอนาคตว่าถ้าอย่างงั้นธุรกิจ ของผู้ประกอบการควรที่จะจ้างบริษัทรับทำบัญชีเป็นการเฉพาะเข้ามาจัดการดูแล ให้ดีหรือไม่ และอะไรคือเกณฑ์บ่งชี้ว่าธุรกิจถึงเวลาแล้วที่จะต้องจ้างบริษัทบัญชี

ดูที่รูปแบบการจัดตั้งธุรกิจก่อน

รูปแบบการจัดตั้งธุรกิจคือสิ่งแรกที่ผู้ประกอบการต้องใช้เป็นหลักเกณฑ์ใน การพิจารณาว่าจะใช้บริการของบริษัทรับทำบัญชีหรือไม่ เพราะถ้าธุรกิจของผู้ประกอบการมีรูปแบบการดำเนินงานที่มีเจ้าของเพียงแค่คน เดียว ดำเนินธุรกิจการค้าขายแบบง่ายๆไม่ยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไปนักและปราศจากการ ร่วมหุ้นก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปเสียเงินจ้างบริษัทรับทำบัญชีเลย แต่ถ้าธุรกิจของผู้ประกอบการมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทในรูปแบบของนิติบุคคล ที่มีข้อกำหนดตามกฎหมายให้ทำบัญชีส่งทุกเดือนก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงและสมควร จะต้องจ้างบริษัทรับทำบัญชีอย่างที่สุด ซึ่งข้อนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ขอให้ผู้ประกอบการพิจารณาเป็นอย่างแรกหากจะ ตัดสินใจจ้างบริษัททำบัญชีมาดำเนินงานให้บริษัท

ดูจำนวนเงินหมุนเวียนเป็นที่ตั้ง

ถ้าธุรกิจมีเงินหมุนเวียนในระบบไม่เกินสองแสนบาทต่อเดือนประเภทร้านขาย ของแบบโชว์ห่วยหรือขายสินค้าที่มีหน้าร้านทั่วไป ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องจ้างบริษัทมาทำบัญชี เพราะเชื่อว่าจำนวนเงินดังกล่าวผู้ประกอบการน่าจะพอดูแลและจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่ายเองได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่เงินหมุนเวียนในระบบมากกว่าที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องให้บริษัทรับทำบัญชีมาดูแลในเรื่องดังกล่าวให้ เป็นพิเศษ เพราะจำนวนเงินที่มากขนาดนั้นหากผู้ประกอบการเป็นคนทำบัญชีเองและค้าขายหรือ บริหารงานไปด้วยในคราวเดียวกัน ย่อมจะเกิดความล่าช้าขึ้นเป็นธรรมดาและจะนำไปสู่การทำบัญชีที่มีข้อผิดพลาด ตกหล่นมากขึ้นหากมีเวลาที่จำกัด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการทำธุรกิจ ถ้ามีความรู้หรือคนรู้จักที่เชี่ยวชาญในเรื่องบัญชีก็ลืมไปได้เลยหากคิด จะจ้างบริษัท ถ้าตัวผู้ประกอบการเองมีความรู้ในเรื่องของบัญชีเป็นอย่างดีอยู่แล้ว และหากยิ่งมีใบอนุญาตผู้ตรวจสอบบัญชีอีกด้วย ก็ลืมไปได้เลยหากคิดจะไปจ้างบริษัทอื่นมาทำบัญชีให้บริษัทของตนเอง เพราะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณไปโดยใช่เหตุ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ว่าการทำบัญชีด้วยตนเองจะต้องไม่กลายเป็น ภาระที่มากเกินไปสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องบริหารงานบริษัทร่วมไปด้วยในคราว เดียวกัน

ประมาณการณ์แนวโน้มการเติบโตธุรกิจ

ถ้าคาดการณ์ว่าแนวโน้มการเติบโตในอนาคตของธุรกิจผู้ประกอบการจะมีอัตรา การขยายตัวที่สูงมากขึ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการจัดจ้างบริษัทรับทำบัญชีมาช่วยงานโดยทันที เพราะบริษัทบัญชีที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเหล่านี้จะเข้ามามีส่วนช่วย วางแผนและพัฒนาโครงสร้างที่ยั่งยืนต่อการขยับขยายธุรกิจในอนาคตของบริษัทผู้ ประกอบการ ซึ่งรายละเอียดที่บริษัทบัญชีทำจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าในสายตาของบุคคล ภายนอก และจะได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่าแน่นอนหากเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายให้ บริษัทเหล่านี้ในแต่ละเดือน

ใช้เป็นช่องทางพิเศษเพื่อลดรายจ่าย

ถ้าธุรกิจของผู้ประกอบการมีรายละเอียดปลีกย่อยและช่องทางการทำเงินให้กับ บริษัทค่อนข้างมาก ก็สมควรที่จะเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทรับทำบัญชีน่าจะเป็นทางเลือกที่ ดีที่สุด เพราะต้องเข้าใจในหลักที่ว่าหากบริษัทไหนมีกำไรจากการดำเนินธุรกิจที่ค่อน ข้างมากบริษัทนั้นก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษีที่สูงขึ้นด้วยเป็น ธรรมดา ซึ่งบางครั้งผู้ประกอบการอาจจะไม่จำเป็นต้องเสียเงินจ่ายภาษีมากถึงขนาดนั้น ก็ได้ โดยบริษัทที่รับทำบัญชีมักจะมีช่องทางที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษีของ บริษัทผู้ประกอบการในแต่ละปีลดลง นั่นเอง
โดยความเป็นจริงแล้วทุกๆบริษัทต่างก็ต้องทำบัญชีด้วยกันทั้งนั้นไม่อาจจะ มีบริษัทไหนละเลยในส่วนสำคัญจุดนี้ไปได้ การพิจารณาว่าจะทำบัญชีของธุรกิจด้วยตนเองหรือจะจ้างบริษัทรับทำบัญชีเป็น ผู้ดำเนินการให้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ กับบริษัทของผู้ประกอบการเองเท่านั้น เพราะการจ้างบริษัทบัญชีมิอาจเป็นคำตอบให้กับธุรกิจที่มีขนาดเล็กได้เสมอไป เนื่องจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ในทางกลับกันการทำบัญชีด้วยตนเองของบริษัทที่กำลังเติบโตก็มักจะไม่ใช่คำตอบ ที่ดีที่สุดหากคิดจะให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการทำบัญชีที่เข้ากันได้ กับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของตน

แหล่งเงินทุนที่ควรรู้

ปัญหาสำคัญในการเริ่มต้นทำธุรกิจของเถ้าแก่ มือใหม่คงหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องการหาทุน ซึ่งถ้าคุณได้รู้จักแหล่งเงินทุนดังต่อไปนี้ คุณอาจผ่านปัญหาดังกล่าวไปได้เลย
มีเงินทุนไว้ การเริ่มธุรกิจก็ไม่ยาก
ในการเริ่มต้นทำธุรกิจ เงินทุนถือปัจจัยที่สำคัญมากปัจจัยหนึ่ง เพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไรคุณก็จำเป็นต้องใช้มันในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มา ซึ่งสิ่งที่คุณจำเป็น สำหรับนักธุรกิจหน้าใหม่ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหา แต่สำหรับอีกหลายคนที่ไม่เป็นเช่นนั้นก็จำต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อกู้ยืม ซึ่งต่อไปนี้เราจะแนะนำแหล่งเงินทุนต่างๆให้คุณได้รู้จัก

ครอบครัว ญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง

จัดว่าเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีที่สุด เพราะด้วยความคุ้นเคย และเชื่อใจกัน ทำให้คุณไม่ต้องวิ่งวุ่นหาหลักประกันหรือคนค้ำสัญญาให้วุ่นวาย ระยะเวลาดำเนินการก็สั้น อัตราดอกเบี้ยที่ต้องเสียก็อาจจะน้อยกว่าการกู้จากแหล่งอื่นๆ หรือไม่ต้องเสียเลยก็มี ทั้งคุณยังสามารถขอยืดระยะเวลาปลอดหนี้ไปได้นานกว่าเมื่อเทียบกับการกู้เงิน ลงทุนจากที่อื่น ยิ่งถ้าเครดิตของคุณดี มีประวัติการทำงานใสสะอาดน่าเชื่อถือ แถมแผนธุรกิจของคุณก็ดูมีแนวโน้มว่าน่าจะประสบความสำเร็จแล้วล่ะก็ บางทีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงอาจสนใจ และเสนอตัวขอร่วมทุนเป็นหุ้นส่วนด้วยเลยก็ได้

เครดิตการ์ด

เครดิตการ์ดมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow Management) ในระหว่างการทำธุรกิจ เช่น ถ้าคุณสั่งซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่าย แล้วใช้บัตรเครดิตในการชำระเงิน คุณก็จะสามารถยืดระยะเวลาชำระเงินไปได้อีกประมาณ 30-55 วัน (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ตกลงไว้ในการทำบัตรเครดิตนั้นๆ) ถ้าวงเงินที่ต้องชำระไม่พอ คุณก็อาจจะใช้วิธีเปิดบัตรเครดิตมากกว่าหนึ่งใบก็ได้ ระหว่างนั้นพอคุณจำหน่ายสินค้าแล้วได้เงินมาก็ทยอยมาจ่ายให้ครบจำนวนตามเวลา ที่กำหนดข้อดีของการใช้เงินทุนจากบัตรเครดิตคือไม่ต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ย (ในกรณีที่คุณชำระเงินเต็มจำนวน และทันตามระยะเวลาที่กำหนด) แถมยังได้ลุ้นรางวัลจากการสะสมแต้มซึ่งเป็นโปรโมชั่นเสริมสำหรับผู้ใช้บัตร เครดิตของธนาคารต่างๆอีกด้วย

สถาบันการเงิน

ขั้นตอนในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารนั้นยุ่งยากกว่าการกู้เงินจากแหล่งเงินกู้อื่นๆ แต่ก็ให้วงเงินค่อนข้างสูง
สถาบันการเงิน หรือธนาคารถือเป็นแหล่งเงินกู้ยอดฮิตที่นักธุรกิจรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะให้วงเงินในการกู้ยืมที่ค่อนข้างสูง และมีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมกว่าแหล่งอื่นๆแล้ว แต่ละธนาคารต่างก็สนใจระบายเงินฝากที่มีมากจนล้นออกมาในรูปแบบสินเชื่อต่างๆ เต็มที่ โดยเฉพาะสินเชื่อที่กำลังมีบทบาทมากในวงการธุรกิจไทยอย่างสินเชื่อ SMEs แต่ดังที่ได้กล่าวเป็นแล้วว่าเงินสินเชื่อนั้นก็คือเงินฝากของลูกค้าธนาคาร คนอื่นๆนั่นเอง ทั้งธนาคารก็ไม่ใช่ผู้ที่รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน ทำให้ขั้นตอนในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารนั้นยุ่งยากกว่าการกู้เงินจาก แหล่งเงินกู้อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่มากมาย หลักทรัพย์ ไปจนถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งธนาคารจำเป็นต้องใช้เวลานานเพื่อตรวจสอบให้รอบคอบว่าทางธนาคารจะได้ทั้ง เงินต้นและดอกเบี้ยคืนจริง

ตัวอย่างรายละเอียดคร่าวๆของสินเชื่อ SMEs ธนาคารต่างๆ 
ธนาคาร วงเงิน  หลักประกัน  ระยะเวลา  อัตราดอกเบี้ย  หมายเหตุ 
 ออมสิน ไม่เกิน 200,000 บาท  -เอกสารประกอบการกู้ทั่วไป
-ผู้ค้ำประกัน
-หลักทรัพย์ จำพวกบัญชีเงินฝากออมสิน, ที่ดิน(พร้อมสิ่งปลูกสร้าง), หลักประกันโครงการแปลงสินทรัพย์
ไม่เกิน 5 ปี  *MLR + 2%  ผู้กู้ต้องทำประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ 
 กสิกรไทย 100,000-1,000,000 บาท  -เอกสารประกอบการกู้ทั่วไป
-ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของกิจการ (เพิ่มเติมอสังหาริมทรัพย์, บัญชีเงินฝาก, พันธบัตรรัฐบาล ได้)
 ไม่เกิน 5 ปี **MRR + 2%   มีโปรโมชั่นเสิรม เช่น มีที่ปรึกษา, จัดอบรม ฯลฯ
 ยูโอบี ไม่เกิน 40 ล้านบาท  -เอกสารประกอบการกู้ทั่วไป
-ผู้ค้ำประกัน
-เงินฝาก, กองทุนรวม, ที่ดิน, อาคารพาณิชย์ ฯลฯ
     -  18%                        - 
*MLR = อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา
** MRR = อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี

ลิสซิ่ง

ข้อดีของลิสซิ่งคือคุณไม่ต้องลงทุนจ่ายเงินก้อน ใหญ่ในการซื้ออุปกรณ์ ไม่ต้องหาหลักทรัพย์อื่นๆมาค้ำประกัน และสามารถปัดไปเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนได้
การเช่าทรัพย์หรือลิสซิ่ง(Leasing) มีประโยชน์มากในกรณีที่คุณต้องการอุปกรณ์ทางธุรกิจต่างๆ เช่น เครื่องมือประกอบการ ยานพาหนะ รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ เพื่อมาใช้สอยในการประกอบการ โดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินส่วนที่จะเอาไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อมาซื้อ ข้อดีของลิสซิ่งจึงอยู่ที่คุณไม่ต้องลงทุนจ่ายเงินก้อนใหญ่ในการซื้ออุปกรณ์ ไม่ต้องหาหลักทรัพย์อื่นๆมาค้ำประกัน ทั้งค่าใช้จ่ายในการเช่าซื้อยังสามารถปัดไปเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ แต่ข้อเสียของลิสซิ่ง คือ ยิ่งคุณยกเลิกสัญญาเช่าซื้อก่อนเวลามากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งเสียค่าปรับมาก เท่านั้น หรือเมื่อครบกำหนดเวลาแล้วคุณไม่ได้ติดสินใจซื้ออุปกรณ์นั้นๆ คุณก็จะต้องจ่ายค่าเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ด้วย

บริษัทร่วมลงทุน และนักลงทุนส่วนบุคคล

ทำแผนธุรกิจให้ดึงดูดใจ และมีจุดผิดพลาดน้อยที่สุดเพื่อให้นักลงทุนอยากมาลงทุนด้วย
การลงทุนแบบบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capitalists) และนักลงทุนส่วนบุคคล (Angel Investors) ถือว่ายังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักในวงการธุรกิจไทย แต่ในต่างชาตินั้นบริษัทร่วมลงทุนและนักลงทุนส่วนบุคคลถือว่ามีบทบาทมาก สำหรับธุรกิจแนวใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงจนธนาคารและสถาบันการเงินไม่กล้า ปล่อยเงินกู้ให้
บริษัทร่วมลงทุนและนักลงทุนส่วนบุคคลนั้นจะไม่ได้รู้จักกับว่าที่เจ้าของ กิจการเป็นการส่วนตัว แต่เป็นผู้ที่มีกำลังทรัพย์มากและเล็งเห็นว่าธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหม่ นั้นแม้จะมีความเสี่ยงมากก็ตาม แต่ก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากเช่นกัน  จึงให้การสนับสนุนเรื่องการลงทุนซึ่งถือว่าเป็นโอกาสทองสำหรับนักธุรกิจมือ ใหม่
แต่ข้อเสียของการกู้ยืมจากบริษัทร่วมลงทุนและนักลงทุนส่วนบุคคลก็มีเช่น กัน เพราะไม่ใช่ว่าเขาจะยอมตอบตกลงกับคุณง่ายๆ ทั้งในแต่ละวันก็มีคนเอาโครงการต่างๆมานำเสนอมากมาย คุณจึงต้องทำแผนธุรกิจให้ดึงดูดใจ และมีจุดผิดพลาดน้อยที่สุดเพื่อให้เขาอยากมาลงทุน แถมคุณยังอาจเสียอิสระในการทำงาน กล่าวคือองค์กรหรือบุคคลเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทต่างๆในการดำเนินการกับคุณ ด้วย ทั้งยังมีเร่งรัดเรื่องกระบวนการมากเป็นพิเศษ เนื่องจากกลุ่มผู้ลงทุนเหล่านี้ตัดสินใจลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้เขาต้องการเห็นผลกำไรที่เร็วที่สุด

เงินกู้นอกระบบ

มีขั้นตอนและการพิจารณารวดเร็ว และสะดวกกว่าการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงิน แต่มีข้อเสียตรงที่เก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก คุณจึงควรพิจารณาทางเลือกนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายหากหาแหล่งเงินทุนไม่ได้ จริงๆ หรือต้องการเงินทุนอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ก่อนที่คุณจะตัดสินใจว่าจะไปหาเงินทุนจากแหล่งเงินทุนไหน คุณก็ควรจะคิดให้รอบคอบเสียก่อน เพราะแต่ละแห่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ใด คุณก็ควรจะเตรียมตัวให้พร้อมโดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน และจัดทำแผนธุรกิจที่น่าเชื่อถือเพื่อไปนำเสนอ รับรองว่าจะต้องมีสักแห่งที่ตอบตกลงกับคุณอย่างแน่นอน

เงินลงทุนเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจ

เงินลงทุนเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจ

ผู้ เขียนมักจะได้รับคำถามจากบรรดานักบัญชีรุ่นใหม่ ที่อยากเป็นเถ้าแก่น้อยอยู่เสมอว่า “ถ้าจะลงทุนตั้งสำนักงานบัญชี จะต้องใช้เงินเท่าใด และจะมีแหล่งเงินทุนจากที่ใด”

อันที่จริงธุรกิจสำนักงานบัญชีเป็นธุรกิจบริการ ซึ่งไม่ได้ต้องใช้เงินอะไรมากมายเพราะเราขายทรัพย์สินทางปัญญา แต่วันนี้เอามาเล่าให้ฟังถึงแนวคิดเกี่ยวกับเงินลงทุนเบื้องต้นโดยจะยก ตัวอย่างจากธุรกิจสำนักงานบัญชีแต่ธุรกิจอื่นๆ ก็สามารถนำ แนวคิดเดียวกันนี้ไปปรับใช้ได้
เงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะทำให้ธุรกิจเป็น จริง ก่อนเริ่มทำธุรกิจควรรู้ว่าทำธุรกิจต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ ในเวลานี้เรามีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ และจะหาเงินมาเพิ่มได้อย่างไร
I. ต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ เงิน ลงทุนที่ต้องใช้สำหรับเริ่มต้นธุรกิจ คือ เงินลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจอันได้แก่ ค่าเช่าอาคาร ค่าตกแต่งต่อเติมค่าซื้อเครื่องใช้สำนักงานค่าใช้จ่ายเริ่มแรกขณะเริ่มต้น ธุรกิจค่าใช้จ่ายสำหรับแผนการตลาด การโฆษณาตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าสาธารณูปโภคและเงินเดือนพนักงาน ด้วยเหตุนี้จึงควรทำแผนงานเปิดกิจการอันประกอบด้วย การประมาณค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่จะเกิดขึ้นและต้นทุนที่จ่ายไปเมื่อเริ่มต้น กิจการ ซึ่งแผนงานดังกล่าวจะช่วยให้สามารถมองเห็นภาพของการใช้เงินลงทุนได้อย่าง ชัดเจนยิ่งขึ้น
สมมุติว่าเราได้คำนวณเงินลงทุนในการซื้อ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ได้ตัวเลขออกมาประมาณ 300,000 บาท จากนั้นเราต้องคำนวณดูว่า ในแต่ละเดือนเราจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รวมแล้วเป็นจำนวนเงินเท่าใด
: สรุปค่าใช้จ่ายรายเดือน
ค่าใช้จ่ายคงที่

เงินเดือน 30,000
ค่าเช่าสำนักงาน 10,000
ค่าเช่าอุปกรณ์สำนักงาน 5,000
ค่าโฆษณา 5,000
รวมค่าใช้จ่ายคงที่ 50,000
ค่าใช้จ่ายผันแปร
ค่าไฟฟ้า 1,000
ค่าโทรศัพท์ 2,000
ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 1,500
ค่าอินเทอร์เน็ต 500
รวมค่าใช้จ่ายผันแปร 5,000
รวมค่าใช้จ่าย 55,000
ในการหาเงินลงทุนเบื้องต้นนั้น ให้เผื่อไว้ว่าเราจะไม่มีรายได้เลยในระยะเวลา 6 เดือนแรก ดังนั้นเราต้องการเงินทุนหมุนเวียน เพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นจำนวนเงิน 330,000 บาท
ดังนั้น เงินลงทุนเบื้องต้นเราจะเป็นประมาณ 650,000.- หรือเรามีทางเลือกอีกทางหนึ่งเพื่อลดจำนวนเงินลงทุนเบื้องต้นลง โดยหาซื้อ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงาน จากผู้ขายที่มีข้อเสนอในการให้สินเชื่อโดยคิดดอกเบี้ยหรือเสนอให้จ่ายได้ภาย ใน หกเดือนเป็นหกงวดโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหากหาทางออกเช่นว่านี้ได้ก็จะทำให้ เงินลงทุนเบื้องต้นลดลง
II. จะหาทุนประกอบการได้จากที่ใด (แหล่งที่มาของเงินทุนก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจ)
วิธี การหาเงินทุนเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ มีหลายวิธี แต่ที่สำคัญเราควรรู้แหล่งที่มาของเงินทุนก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจว่า มาจากแหล่งใดบ้าง

1.มรดก เช่น บ้าน ที่ดิน การมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ รวมถึงทรัพย์สินที่มีค่าอื่นๆ อาทิ ทองรูปพรรณ และมรดกทุกประเภท เหล่านี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินทุนเริ่มแรกในการประกอบธุรกิจได้
2.แหล่งเงินทุนส่วนบุคคล
3.แหล่งเงินทุนจากผู้ขายปัจจัยการผลิตทางธุรกิจ และผู้ให้ยืมสินทรัพย์
- สินเชื่อทางการค้า (Trade Credit) หรือเจ้าหนี้การค้า (Account Payable) เป็นการบริหารการเงินด้วยการขายปัจจัยการผลิตโดยมีระยะเวลาการจ่ายสินเชื่อ ซึ่งมีระยะเวลาสั้น ธุรกิจขนาดย่อมมักนิยมใช้แหล่งเงินทุนระยะสั้นแบบนี้กันมาก
- สินเชื่อ และการเช่าซื้ออุปกรณ์ (Equipment loans and leases) สินเชื่อนี้เป็นการขายโดยวิธีผ่อนส่ง ซึ่งผู้ประกอบการอาจต้องจ่ายเงินดาวน์ 25-35% ตามที่ผู้ขายกำหนด ปกติจะเป็นเงินทุนระยะยาว และประมาณ 80% ของบริษัททั้งหมดจะใช้วิธีการเช่าอุปกรณ์บางอย่าง หรือทั้งหมดโดยมีเหตุผล 3 ประการ คือ
4. เงินของบริษัทยังคงมีอยู่สำหรับทำกิจกรรมอย่างอื่น
5. วงเงินสินเชื่อยังคงมีอยู่เท่าเดิม
6. การเช่าเป็นการป้องกันอุปกรณ์ล้าสมัย เพราะสามารถเปลี่ยนได้เมื่อเลิกสัญญาเช่า
- การให้ยืมโดยถือเกณฑ์สินทรัพย์ (Assets-based lending) เป็นการให้ยืมโดยถือเกณฑ์สินทรัพย์เงินทุนหมุนเวียน เช่น อาจดูลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ หรืออาจมีการขายบัญชีลูกหนี้ให้กับธุรกิจอื่น
4. เงินกู้จากสถาบันการเงิน
ปัจจุบันสถาบันการเงินมีนโยบายสนับสนุนการให้สิน เชื่อกับผู้ประกอบการรายย่อยในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อันก่อให้เกิดประโยชน์กับคุณเป็นอย่างมาก
หากเลือกที่จะจัดหาเงินทุนด้วยวิธีนี้แล้ว เจ้าของกิจการก็ต้องจัดทำแผนธุรกิจเพื่อนำเสนอโครงการขอกู้เงินจากธนาคารต่อ ไป ซึ่งเราต้องเตรียมศึกษาและจัดทำข้อมูลเพื่อให้ธนาคารเห็นว่าธุรกิจของเรามี แนวโน้มที่จะจ่ายชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นได้ตามกำหนดเวลา
ตัวแปรในการระบุจำนวนเงินกู้
ขนาดธุรกิจ

จำนวนเงินที่จะนำมาลงทุน
การศึกษาสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
การศึกษาเรื่องการวางแผนภาษี และกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการของธนาคาร
ธนาคารจะพิจารณาโดยใช้หลัก 5 ประการ (Five C’s of Credit) คือ

1.ลักษณะของผู้กู้
2.ขีดความสามารถของผู้กู้ที่จะจ่ายเงินคืน
3.เงินทุนที่ผู้กู้จะลงทุน
4.สภาวะของอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ
5.หลักประกันเพิ่มเติมที่ทำให้เงินกู้ปลอดภัย
สิ่งสำคัญในการพิจารณาของธนาคารทั้ง หมด อยู่ที่ความมั่นใจของเราที่ต้องแสดงให้ธนาคารเชื่อมั่นว่า ธุรกิจของเราจะเป็นไปได้ด้วยดีและสามารถที่จะนำเงินที่กู้ยืมไปมาชำระคืนได้ ตามกำหนด

ที่มา
http://www.businessthai.co.th
โดย ศิริรัฐ โชติเวชการ
 เงินลงทุนเบื้องต้นในการเริ่มต้นธุรกิจ