หัวใจ 7 ประการก่อนเริ่มทำธุรกิจ

ก่อนจะเริ่มต้นเข้าสู่การทำธุรกิจ มีหัวใจสำคัญอะไรบ้างที่ควรคำนึงถึง เพื่อจะเริ่มทำธุรกิจไม่ผิดพลาด เรามีเทคนิคมาบอกคุณ

จะเริ่มธุรกิจทั้งที ก็ต้องทำให้ถูกไปเลย
ความฝันของคนเราในหลายคนๆ ล้วนแต่แตกต่างกันออกไป บางคนสามารถไล่ล่าตามหาความฝันของตนเองจนเจอ แต่อีกหลายคนยังคงดิ้นรนที่จะตามหาฝันให้ได้พบ ซึ่งเราเชื่อว่าอย่างหลังน่าจะมีเป็นจำนวนมากกว่าอย่างแรก และหนึ่งในความฝันที่มีผู้คนต้องการไขว่คว้ามากที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่เพิ่ง เรียนจบมาใหม่ๆนั่นคือ ความฝันที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองซักอย่างหนึ่งนั่นเอง
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการมีธุรกิจเป็นของตนเองเป็นสิ่งที่ทุกคนพึง ประสงค์จะมี แต่การที่จะมีธุรกิจเป็นของตนเองที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเป็นเรื่องที่ยาก ยิ่งกว่า บางคนเมื่อเห็นอุปสรรคดังนี้แล้วก็มีความท้อแท้ ไม่กล้าที่จะฝันต่อ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่คิดเช่นนั้นกลับพยายามที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตนเอง ให้จนได้ ซึ่งการที่จะเริ่มธุรกิจได้นั้นมีปัจจัยต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานมากมายที่เราควรที่จะต้องทำการศึกษาและ เตรียมการเอาไว้ใช้ประกอบการเริ่มธุรกิจของคุณเองดังต่อไปนี้

1. คุณต้องเริ่มทำวิจัยตลาด

การวิจัยตลาดเป็นสิ่งที่ต้องทำที่สุด ห้ามข้ามไปเด็ดขาด
การวิจัยตลาดถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการริเริ่มดำเนินการทำธุรกิจ และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่จำเป็นต้องทำ เจ้าของธุรกิจมือใหม่เมื่อเห็นหัวข้อเรื่องการทำวิจัยก็มีความคิดที่จะเบือน หน้าหนีกันแล้ว เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีความจำเป็น เป็นเรื่องที่เข้าใจยากแถมยังเกี่ยวข้องกับตัวเลข สิ้นเปลืองงบประมาณ แถมยังไม่รู้อีกว่าต้องทำยังไง เลยมองข้ามในส่วนนี้ไป ซึ่งเราขอบอกเลยว่านั่นเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์อย่างที่สุด
เพราะการที่คุณจะสร้างสินค้าขึ้นมาเพื่อทำการขายออกไปยังผู้บริโภคนั้น คุณต้องทำความเข้าใจความต้องการของตลาดและผู้บริโภคด้วยว่ามีความต้องการมาก ขนาดไหน สินค้าของเราสามารถตอบสนองความต้องการของเค้าได้หรือไม่ กลุ่มเป้าหมายลูกค้าของคุณคือใคร มีอายุเท่าไหร่ มีคู่แข่งในตลาดหรือไม่ ถ้ามี มีอยู่กี่รายที่ทำสินค้าในลักษณะเดียวกับคุณ โอกาสทางการตลาดที่สินค้าของคุณจะมีส่วนแบ่งทางการตลาด รวมถึงจุดจำหน่ายสินค้าของคุณเองด้วย ว่าจะจำหน่ายที่ไหน มีความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรเมื่อเทียบกับสินค้าคู่แข่ง ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณจะต้องคิดและคำนึงถึงเป็นสำคัญหากคุณ อยากที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ การทำการวิจัยจะเป็นตัวช่วยในการตอบโจทย์ที่มีในใจคุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนำมาใช้ประโยชน์ในการเขียนแผน ธุรกิจของคุณได้อีกทางหนึ่งด้วย

2. สำรวจตรวจสอบสภาวะทางการเงินของคุณ

เงินเป็นปัจจัยที่สำคัญมากอีกสิ่งหนึ่ง เพราะเราทุกคนต่างก็ทราบกันดีว่าคุณจะไม่สามารถเริ่มดำเนินธุรกิจได้ถ้าหาก ขาดเงินทุน ดังนั้น ก่อนจะเริ่มธุรกิจคุณควรทำการสำรวจตรวจสอบ และกำหนดหลักเกณฑ์ถึงสิ่งต่างๆ ที่คุณมีความต้องการ เพื่อนำมาใช้ในการเริ่มทำธุรกิจ โดยถ้าคุณยังขาดแคลนเรื่องเงินลงทุนในการประกอบธุรกิจ คุณควรลองพิจารณาแหล่งเงินทุนที่ให้กู้จากสถาบันการเงินต่าง ๆ และริเริ่มลงมือเขียนแผนธุรกิจและทำการทดสอบแผนก่อนเพื่อให้เห็นถึงข้อดีและ ข้อเสีย ที่สำคัญคุณควรทำการวิจัยและตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ เพื่อจะได้ทราบว่าธุรกิจของคุณต้องการใช้เงินมากหรือน้อยเป็นจำนวนเท่าไหร่ ก่อนจะทำการแก้ไขปรับปรุง และดำเนินการยื่นแผนธุรกิจเพื่อขอกู้เงินลงทุนในที่สุด

3. จ้างทนายความหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย

ซึ่งทนายความที่คุณต้องการมากที่สุดจะต้องเป็นทนายความที่มีประสบการณ์ มากพอสมควร และมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทนายความประเภทนี้จะมีส่วนเข้ามาช่วยคุณได้อย่างมากในการเริ่มต้น บุกเบิกทำธุรกิจ ซึ่งทนายความของคุณจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาต่างๆ ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น การร่างสัญญาเช่าอาคารหรือสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งทนายความที่ดีจะรู้และเข้าใจถึงในสิ่งที่คุณพยายามจะทำ และจะเข้ามาช่วยสร้างโครงสร้างของธุรกิจที่มีประโยชน์กับตัวคุณ

4. จ้างนักบัญชีที่ดี

โดยนักบัญชีจะเข้ามาทำงานผสานและควบคู่กันกับทนายความหรือที่ปรึกษาทาง กฎหมายของคุณในการก่อตั้งบริษัท ซึ่งนักบัญชีจะเข้ามาช่วยจัดการทำบัญชี ดูแลรายรับ-รายจ่ายภายในบริษัท รวมถึงจดบันทึกการเบิกใช้เงิน หรือวัสดุ วัตถุดิบต่างๆ เพื่อใช้ตรวจสอบเวลาสิ้นปี และที่สำคัญอีกอย่างคือ นักบัญชีจะเข้ามามีส่วนช่วยในการวางแผนและคำนวณการเสียภาษีของบริษัทคุณ ดังนั้นนักบัญชีที่บริษัทคุณต้องการ ต้องเป็นนักบัญชีที่มีความรู้ในเรื่องของกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษีด้วย

5. ออกแบบโครงสร้างธุรกิจ

คุณต้องทำการเลือกและออกแบบโครงสร้างทางธุรกิจของคุณว่าบริษัทของคุณจะมี ลักษณะโครงสร้างเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะมีคุณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่มีผู้ร่วมหุ้น หรือเป็นบริษัทนิติบุคคล ฯลฯ ซึ่งโครงสร้างที่ไม่เหมือนกันเหล่านี้จะมีข้อแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องความรับ ผิดชอบทางด้านภาษีและข้อบังคับทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภท ด้วย ซึ่งทนายความและนักบัญชีของคุณจะมีบทบาทอย่างมากในการช่วยให้คำปรึกษา เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของคุณ

6. การตั้งชื่อธุรกิจ


ตั้งชื่อบริษัทที่สื่อความหมายชัดเจน ไม่อ่านหรืออกเสียงยากเกินไป 
คุณควรเลือกที่จะตั้งชื่อบริษัทที่สามารถสื่อความหมายได้ชัดเจน ไม่ซับซ้อนหรือออกเสียงยากจนเกินไปนัก เพราะคุณควรมองการไกลว่าชื่อบริษัทของคุณในอนาคตอาจจะเป็นที่รู้จักไปทั่ว โลกก็เป็นได้ นอกจากนี้ชื่อบริษัทถ้าเป็นไปได้ควรจะสามารถสื่อความหมายได้อีกด้วยว่า บริษัททำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอะไร สามารถจดจำง่าย และเรียกกันติดปาก และสุดท้ายควรสามารถเขียนออกมาเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง เหมือนกัน เพราะชื่อบริษัทอาจจะนำไปใช้ในการสร้างเว็บไซต์โฮมเพจของทางบริษัทด้วย

7. ใบอนุญาต

ธุรกิจบางประเภทจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำการขอใบอนุญาตในการประกอบ กิจการจากทางการเสียก่อน มิเช่นนั้นจะถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งคุณควรตรวจสอบดูให้แน่ชัดเสียก่อน เพราะในบางพื้นที่มีข้อบังคับที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในปัจจุบันนอกจากใบอนุญาตของทางบริษัทและเจ้าของกิจการเองแล้ว ยังมีในส่วนของใบอนุญาตการทำงานของแรงงานต่างด้าวด้วย
ถ้าบริษัทไหนมีการจ้างแรงงานต่างด้าวควรที่จะพาแรงงานต่างด้าวดังกล่าวไป ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเรียบร้อยเสียก่อน เพื่อเป็นการป้องกันการทำผิดกฎหมายในภายหลัง
การเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องยากตามที่ทุกคนเข้าใจแต่ประการใด แต่คุณต้องทำการศึกษาเข้าใจพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ให้เข้าใจชัดเจนก่อนที่จะลงมือเริ่มธุรกิจ เพราะพื้นฐานที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนกับเสาหลักของกิจการที่จะช่วย เป็นฐานรองรับน้ำหนักของการเติบโตของกิจการคุณเองในอนาคต ถ้าคุณศึกษาไม่ละเอียดมากพอ และมองข้ามสิ่งต่างๆเหล่านี้ไป แม้จะเป็นรายละเอียดแค่เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะทำให้กิจการของคุณถล่มล้มลงไม่เป็นท่าเพราะพื้นฐานที่ไม่แข็งแรงก็ เป็นได้



ที่มา : http://incquity.com/articles/startup/7-essentials-step-start

การแบ่งส่วนการตลาดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจ

การแบ่งส่วนการตลาดคือเครื่องมือสำหรับการขาย สินค้าให้ประสบความสำเร็จ เพราะมันจะทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นมาควรที่จะขายให้กับใคร เป็นคนแรก

แบ่งตลาดให้ตรงตามเป้าหมาย
สินค้าที่ผลิตขึ้นมาทุกประเภทล้วนมีจุด ประสงค์หลักที่มุ่งตรงไปในทิศทางเดียวกันเสมอนั่นก็คือ การวางจำหน่ายขายสินค้าออกไปสู่มือผู้บริโภคให้ได้เป็นจำนวนมาก ซี่งนั่นถือหัวใจและหลักสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ยึดถือมาตั้งแต่อดีต แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นมาจะมีความเหมาะสมและสามารถขาย ให้กับคนทุกกลุ่มทุกวัยได้อย่างเสรี เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะมันมีกฎควบคุมพื้นฐานในเรื่องของการแบ่งส่วน ผู้บริโภคในทางการตลาดเป็นตัวกำหนดกรอบอยู่อย่างกว้างๆ และด้วยความที่สินค้าไม่ได้ถูกสร้างมาให้เหมาะสมกับคนทุกประเภทจึงทำให้วิธี แบ่งส่วนผู้บริโภคในทางการตลาดเป็นหนึ่งในทฤษฏีที่น่าสนใจมากเพราะสามารถนำ เอาไปปฏิบัติได้จริงและธุรกิจเกือบจะทั้งหมดก็ใช้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในองค์ ประกอบของแผนแม่บทการสร้างและดำเนินแผนงานทางธุรกิจด้วยกันทั้งสิ้น
ผู้ประกอบการโดยเฉพาะหน้าใหม่ๆจึงสมควรที่จะต้องเรียนรู้และศึกษาเป็น อย่างมาก เพราะทฤษฎีนี้จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถรับรู้ได้ว่าสินค้าที่ท่านผลิตออกมา สมควรที่จะขายให้กับใคร ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักแบบกว้างๆของวิธีแบ่งส่วนการตลาดมีดัง ต่อไปนี้

เพศ

เพศถือเป็นตัวกำหนดวิธีแบ่งส่วนการตลาดที่มีค่าความถี่ที่กว้างแต่ก็ สำคัญมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ธุรกิจที่ผลิตสินค้าและบริการมักจะใช้วิธีการแบ่งส่วนการตลาดใน ข้อนี้นำไปใช้กับธุรกิจของตนเองมากที่สุด เหตุผลก็มีที่มาจากความชัดเจนและวิธีการแบ่งส่วนของมันที่ค่อนข้างจะง่ายและ ไม่ได้มีรายละเอียดอะไรที่ซับซ้อนหรือเข้าใจยากมากมายนักเมื่อเปรียบเทียบ กันกับวิธีการอื่นๆ เพราะมีข้อกำหนดที่ตายตัว จึงจะเห็นได้ว่าสินค้าเป็นจำนวนมากมักจะถูกสร้างมาเพื่อเป้าหมายทางการตลาด ที่ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเฉพาะไม่ว่าจะเป็นสำหรับผู้หญิง สำหรับผู้ชาย หรือให้สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้ง 2 เพศ ซึ่งผู้ประกอบการจะสามารถพบเห็นวิธีการแบ่งส่วนการตลาดด้วยวิธีนี้ที่ชัดเจน มากที่สุดในสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์ ครีมล้างหน้า หรืออะไรก็ตามที่มีคุณสมบัติสำหรับผู้ใช้เฉพาะเป็นบางเพศ ซึ่งการแบ่งส่วนการตลาดด้วยวิธีนี้จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างสินค้าได้ ออกมาตรงกับความต้องการของกลุ่มตลาดเป้าหมายมากที่สุดอีกทั้งยังง่ายต่อการ ทำตลาดในอนาคตอีกด้วย

อายุ

เรื่องของอายุก็เป็นประเด็นหัวข้อสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ถูกนำมาใช้เป็น เกณฑ์เพื่อแบ่งส่วนการตลาดให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เพราะในแต่ละช่วงวัยของอายุมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างจะแตกต่าง กันพอสมควร เช่น เด็กในวัยประมาณ 14-15 ปี กับ ผู้ใหญ่อายุประมาณ 40 ปี ต่างชอบอมลูกอมด้วยกันทั้งคู่แต่เด็กจะชอบลูกอมที่มีสีสันพร้อมทั้งรสชาติ ที่มีความหวานมากกว่า ในขณะที่ผู้ใหญ่ไม่ใส่ใจในเรื่องของสีสันแต่เน้นในเรื่องของสรรพคุณความชุ่ม คอและการบรรเทาอาการเจ็บคอ จึงเห็นว่าเรื่องของอายุมีส่วนสำคัญต่อการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคมาก ผู้ประกอบจึงควรนำปัจจัยในเรื่องของอายุมาเป็นหนึ่งในหัวข้อและประเด็นหลัก ของวิธีการแบ่งส่วนการตลาดด้วย เพื่อจะได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ออกมาตรงกับกลุ่มอายุของผู้บริโภคมากที่สุด

การศึกษา

การศึกษาคืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เพราะสามารถสังเกตได้จากถ้าผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่างๆมีคุณสมบัติที่คล้ายคลึง กันมากผู้บริโภคที่มีการศึกษาในระดับที่สูงกว่ามักจะใช้เวลาในการตัดสินใจ เลือกซื้อที่นานกว่าผู้บริโภคที่มีระดับการศึกษาในระดับปานกลางจนถึงระดับ ค่อนข้างน้อย เนื่องมาจากผู้บริโภคที่มีการศึกษาในระดับที่สูงจะมีกระบวนการคิดและเปรียบ เทียบในเรื่องของคุณสมบัติต่างๆของแต่ละผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะตัดสินใจเลือก ซื้อผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเห็นว่ามันดีที่สุดและสามารถตอบสนองความต้องการของ พวกเขาได้ในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นการแบ่งส่วนการตลาดของผู้บริโภคด้วยการพิจารณาจากการศึกษาจึงเป็นอีก หนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับ ระดับการศึกษาของผู้บริโภคและยังสามารถบริหารจัดการรูปแบบการทำธุรกิจที่มี ประสิทธิภาพให้กับตัวผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย

รายได้

ถึงแม้ว่าคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการจะดีกว่าคู่แข่งขันทุกเจ้าใน ตลาดจริง แต่มันก็อาจจะขายไม่ได้หากผู้ประกอบการตั้งราคาที่สูงจนเกินไปและไม่เหมาะสม กับรายได้ของผู้บริโภค เพราะต้องเข้าใจว่าในแง่มุมของผู้บริโภคการที่จะตัดสินซื้อหรือเลือกที่จะ ปฏิเสธสินค้าอะไรซักอย่างหนึ่งเรื่องของกำลังซื้อหรือเงินในกระเป๋ามีส่วน สำคัญต่อการตัดสินใจของพวกเขามาก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้หากผู้ประกอบการจะผลิตสินค้าอะไรสักชิ้นเพื่อนำมาขายสู่ ผู้บริโภคก็สมควรที่จะต้องพิจารณาคำนึงถึงรายได้ของผู้บริโภคมาเป็นส่วน หนึ่งในการตัดสินใจวางแผนให้กับธุรกิจของท่านด้วย ตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ทรูวิชั่นมีแพ็คเกจการเลือกชมเพียงแค่ 2 แบบเท่านั้น คือ โกลด์ และ แพลตทินั่ม ซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างสูงทำให้มีสมาชิกที่ไม่ค่อยจะสูงนัก แต่เนื่องจากคำนึงถึงความแตกต่างในรายได้ของผู้บริโภคที่มีความสูงสุดและต่ำ สุดค่อนข้างมาก ทางทรูวิชั่นจึงได้ออกแพ็คเกจที่เป็นทางเลือกสำหรับผู้มีรายได้ค่อนข้างน้อย ออกมา เช่น ซิลเวอร์แพ็คเกจ และ ทรูโนเลจ แพ็คเกจ เป็นต้น จึงทำให้มียอดสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในที่สุด อันมีผลมาจากการสร้างการแบ่งส่วนการตลาดที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงเรื่องรายได้ ของผู้บริโภคมาเป็นเกณฑ์สำคัญนั่นเอง

สภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม

การจัดกลุ่มผู้บริโภคเพื่อแบ่งส่วนการตลาดให้มีความชัดเจนมากขึ้นโดยใช้ เกณฑ์ในเรื่องของสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นตัวชี้วัด สำหรับประเทศไทยถือว่าค่อนข้างที่จะใช้กันน้อยมากเมื่อเทียบกับในต่างประเทศ สาเหตุหลักๆก็มาจากสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยในแต่ละภาคมีความแตกต่าง กันค่อนข้างจะน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญเลย โดยหลักเกณฑ์ใหญ่ๆที่ผู้ประกอบการจะต้องใช้ในการพิจารณาก็คือวิถีชีวิตและ วัฒนธรรมประเพณีเฉพาะตัวในแต่ละพื้นที่รวมถึงข้อบังคับในเรื่องของศาสนาด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุกร ก็ไม่ควรส่งไปขายยัง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือประเทศเพื่อนบ้านทางตอนใต้ของประเทศไทย เพราะประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่แถบนั้นล้วนนับถือศาสนาอิสลามแทบทั้งสิ้น ผู้ประกอบการจึงควรต้องคำนึงถึงสถาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมเอาไว้ให้มากๆใน การแบ่งส่วนการตลาดที่ดีด้วย โดยเฉพาะกับธุรกิจส่งออกเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอันดันแรกเลย ทีเดียว

ไลฟ์สไตล์

ปัจจุบันความก้าวหน้าของสังคมมีส่วนสำคัญที่เป็นพลังผลักดันให้การดำเนิน ชีวิตของผู้คนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนก่อกำเนิดเป็นไลฟ์สไตล์เฉพาะของ แต่ละคนขึ้น ซึ่งไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวที่เกิดขึ้นนี้สามารถนำมาใช้เป็นการแบ่งส่วนการตลาด ได้ดีมากวิธีหนึ่ง โดยผู้ประกอบการต้องหมั่นสังเกตและศึกษางานวิจัยรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้ คนกลุ่มต่างๆในสังคมอยู่เสมอๆ เพื่อจัดกลุ่มและแยกออกมาเป็นพวกๆ จากนั้นจึงสร้างรูปแบบของสินค้าและแผนงานการตลาดที่ดีที่สุดให้กับกลุ่ม ลูกค้าแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือได้ศึกษาถึงรูปแบบการใช้โทรศัพท์มือถือของ วัยรุ่นและพบว่าวัยรุ่นที่มีอายุเท่ากันแต่มีพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ ที่แตกต่างกันออกไปอันเกิดจากไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน คือ บางคนชอบคุยโทรศัพท์นานมาก บางคนใช้โทรศัพท์เพื่อคุยและติดต่อธุระที่จำเป็นเท่านั้นโดยมีระยะเวลาไม่ เกิน 1 นาที ในขณะที่บางคนใช้โทรศัพท์เพื่อยิงให้คนอื่นโทรกลับแต่เพียงอย่างเดียว จึงออกตัวแพ็กเกจที่เข้าถึงและเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นผู้ บริโภคที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้ผู้บริโภคพอใจและมีส่วนช่วยให้มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์ของค่ายดัง กล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก